มูลนิธิบูรณะนิเวศ

โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ระเบิด

โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ระเบิด

เหตุเพลิงไหม้คลังเก็บน้ำมันครั้งร้ายแรงที่สุดในประเทศไทย เกิดขึ้นภายในโรงกลั่นน้ำมันของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ในค่ำคืนวันที่ 2 ธันวาคม 2542 
    
ผลจากความประมาทของพนักงานที่ไม่ใส่ใจกับเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังขึ้นถึง 4 จุด นำมาซึ่งเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องและแปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงที่ลุกโหมอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา โดยมีน้ำมันเบนซินปริมาณมหาศาลเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี สร้างความโกลาหลไปทั่วชุมชนบริเวณรอบโรงกลั่น

อุบัติภัยครั้งนั้นนำมาซึ่งความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งภายในโรงกลั่นและบ้านเรือนของชาวบ้านที่อยู่รายรอบ อีกทั้งยังสร้างความตื่นตระหนกและก่อผลกระทบด้านสุขภาพตามมา

ที่สำคัญก็คือ เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้น ยังสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมของหน่วยงานรัฐและเอกชนในการรับมือกับอุบัติภัยที่มีความซับซ้อน แม้จะอ้างว่ามีมาตรการควบคุมที่ทันสมัยและเป็นไปตามขั้นตอนที่หน่วยงานราชการกำหนดไว้แล้วก็ตาม


กรณี: โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ระเบิด

สถานที่: คลังน้ำมันในโรงกลั่นไทยออยล์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

ความเสียหาย: มีพนักงานของบริษัทไทยออยล์และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเสียชีวิต 7 คน บาดเจ็บ 5 คน (ส่วนใหญ่ถูกไฟคลอก) ชาวบ้านที่อยู่อาศัยในชุมชนโดยรอบบาดเจ็บ หวาดผวา และอาคารบ้านเรือนเสียหายหลายหลัง
    
รถดับเพลิงของบริษัทไทยออยล์ถูกไฟไหม้ 6 คัน น้ำมันเบนซินถูกเผาไหม้รวม 24.5 ล้านลิตร ถังเก็บน้ำมันมันเสียหาย 4 ถัง ใช้โฟมในการดับเพลิงกว่า 3 แสนลิตร
    
แม้จะระดมหน่วยงานดับเพลิงทั้งจากกองทัพ หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานท้องถิ่น หน่วยงานด้านปิโตรเลียมและปิโตรเคมี มูลนิธิและหน่วยงานจากต่างประเทศประมาณ 70 หน่วยงาน แต่มูลค่าความเสียหายที่ประเมินโดยบริษัทไทยออยล์ประมาณ 850 ล้านบาท

เหตุการณ์ : เหตุเพลิงไหม้คลังเก็บน้ำมันครั้งร้ายแรงที่สุดในประเทศไทย เกิดขึ้นในช่วงค่ำคืนของวันที่ 2 ธันวาคม 2542 ขณะที่พนักงานในโรงกลั่นกำลังเพลิดเพลินกับรายการโทรทัศน์จนไม่มีใครสนใจเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังขึ้นเป็นระยะรวม 4 จุด กระทั่งได้กลิ่นน้ำมันที่ล้นจากถังเก็บโชยออกมา
    
เมื่อยามรักษาการณ์และเจ้าหน้าที่ 4 คนตัดสินใจเข้าไปตรวจสอบความผิดปกติที่เกิดขึ้นบริเวณถังเก็บน้ำมัน ก็พอดีกับเสียงระเบิดที่ดังขึ้นกึกก้อง ตามมาด้วยเปลวไฟที่ลุกโหมตามมา
    
แรงระเบิดที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับอาณาบริเวณของโรงกลั่นไทยออยล์เท่านั้น แต่ยังสร้างผลสะเทือนไกลไปถึงชุมชนที่อยู่รายรอบ ชาวบ้านหลายรายได้รับบาดเจ็บ บ้านเรือนหลายหลังถูกแรงอัดของระเบิดพังเสียหาย ความชุลมุนโกลาหลยามค่ำคืนเกิดขึ้นทันที
    
เปลวไฟที่โหมลุกไหม้ โดยมีเชื้อเพลิงชั้นดีเป็นน้ำมันเบนซิน ทำให้การดับเพลิงไม่อาจทำได้ง่ายๆ เพราะอาศัยน้ำเพียงอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ต้องอาศัยโฟมมาช่วยดับไฟ แต่ท่อส่งโฟมของโรงกลั่นกลับเสียหายจากแรงระเบิดจนใช้การไม่ได้
    
หนทางเดียวเท่านั้นคือการระดมหน่วยงานดับเพลิงจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งของรัฐและเอกชนกว่า 70 หน่วยงาน 
    
กว่าเพลิงจะสงบก็ใช้เวลาร่วม 48 ชั่วโมง ซึ่งสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ และยังสร้างความตื่นตระหนกหวาดผวาให้กับชาวบ้านรอบข้างจำนวนมาก หลายร้อยครอบครัวต้องอพยพหนีตาย โดยเฉพาะหมู่บ้านทุ่งที่ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดโดยตรง จนมีผู้บาดเจ็บหลายราย 
    
ส่วนบ้านแหลมฉบังซึ่งอยู่ไกลออกไปราว 3 กิโลเมตร แม้จะไม่ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดโดยตรง แต่เศษถังน้ำมันที่ปลิวร่อนมาตกบนหลังคาบ้าน ก็สร้างความหวาดผวาให้ไม่น้อย และต้องอพยพไปอาศัยอยู่ที่บริเวณสวนสัตว์เปิดเขาเขียวและเทศบาลเมืองชั่วคราว
    
เพลิงที่เผาไหม้ทำให้เกิดกลุ่มควันไฟหนาทึบลอยสูงขึ้นสู่อากาศ และพร้อมเปลี่ยนทิศทางไปตามกระแสลม ยังสร้างผลกระทบตามมา บางคนมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ค่อยถนัด 
    
แม้ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศของสาธารณสุขจังหวัดชลบุรีและสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคตะวันออก กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่ชุมชนบ้านทุ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กับบริเวณถังน้ำมันที่เกิดเพลิงไหม้มากที่สุดพบว่าคุณภาพอากาศยังปลอดภัย แต่ศูนย์อนามัยสิ่งแวดล้อมเขต 3 ได้นำรถตรวจอากาศเข้ามาในพื้นที่ตั้งแต่คืนที่เกิดเพลิงไหม้พบว่า วันที่ 3 ธันวาคม 2542 เป็นวันที่มีปริมาณฝุ่นมากที่สุดคือ 146 ไมโครกรัม ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 120 ไมโครกรัม
    
ภัยข้างเคียงที่เกิดขึ้นอีกอย่างคือ การสูดดมสารเคมีที่เกิดจากโฟมที่ใช้ดับเพลิงและการเผาไหม้ของน้ำมัน ทำให้ชาวบ้านรู้สึกระคายเคืองผิวหนังและเยื่อบุตา และต้องระมัดระวังไม่ให้ฟองอากาศที่เกิดจากโฟมและสารเคมีที่ใช้ดับไฟตกลงในน้ำ เพราะจะทำให้ระคายเคืองผิวหนังได้
    
พินิจ จารุสมบัติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น กล่าวถึงผลสรุปจากผู้บริหารบริษัทและเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงสาเหตุของการระเบิดของถังเก็บน้ำมันไทยออยล์ว่า มีสาเหตุมาจากความประมาทของพนักงานในหน่วยเคลื่อนย้ายน้ำมัน ไม่ใช่เกิดจากความบกพร่องของระบบความปลอดภัย และสิ่งที่บริษัทไทยออยล์ต้องแก้ไขคือคุณภาพของพนักงานที่รับผิดชอบ และมาตรฐานของลูกลอยอัตโนมัติที่ควบคุมฝาปิดถังน้ำมันเมื่อน้ำมันล้นถัง
    
จากผลสรุปดังกล่าวนำไปสู่การดำเนินคดีพนักงานบริษัทไทยออยล์จำนวน 4 คน ด้วยข้อหาประมาทเลินเล่อ ขณะที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมก็สั่งปิดโรงกลั่นไทยออยล์เป็นเวลา 30 วัน พร้อมตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดทำแผนแม่บทเพื่อรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน
    
ขณะเดียวกัน บุญเลิศ น้อมศิลป์ นายกเทศมนตรีตำบลแหลมฉบัง ก็ออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐจัดสรรเงินภาษีที่ได้รับจากโรงกลั่นไทยออยล์ 21,000 ล้านบาท และโรงกลั่นเอสโซ่ 15,000 ล้านบาท คืนกลับสู่ท้องถิ่นร้อยละ 2 หรือประมาณ 720 ล้านบาท เพื่อให้จังหวัดใช้เป็นงบประมาณป้องกันอุบัติภัย รักษาสภาพแวดล้อม รวมทั้งรักษาพยาบาลในกรณีที่เกิดผลกระทบจากโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่

เอกสาร : อุบัติภัยครั้งใหญ่ที่ไทยออยล์, หมู่บ้านกลางดงระเบิด ในหนังสือ “พ่ายพิษ บันทึก 9 กรณีวิกฤตยุคสังคมเสี่ยงภัย”, กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม จัดพิมพ์

(ข้อมูล ณ พ.ศ. 2554)