มูลนิธิบูรณะนิเวศ

"คลังสารเคมีระเบิด" ที่ท่าเรือคลองเตย

"คลังสารเคมีระเบิด" ที่ท่าเรือคลองเตย

อุบัติภัยทางสารเคมีครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศไทย เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2534 ณ โกดังเก็บสารเคมี “ท่าเรือคลองเตย” ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย 
ผลจากการระเบิดของโกดังเก็บสารเคมีที่ท่าเรือคลองเตยครั้งนั้น สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมหาศาล 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้มีผู้เจ็บป่วยจากการได้รับสารพิษตามมา และหาผู้รับผิดชอบไม่ได้ เพราะไม่มีแพทย์รายใดกล้าชี้ชัดถึงสาเหตุของการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงความไม่พร้อมและขาดประสิทธิภาพในการรับมือกับอุบัติภัยฉุกเฉินของหน่วยงานรัฐทุกระดับ 


กรณี: คลังสารเคมีระเบิดที่ท่าเรือคลองเตย

สถานที่: ท่าเรือคลองเตย กรุงเทพมหานคร

ความเสียหาย: มีผู้เสียชีวิตทันที 4 คน บาดเจ็บสาหัสกว่า 30 คน (เป็นตำรวจดับเพลิง 16 คน) มีผู้ป่วยจากการได้รับสารพิษต้องเข้ารับการรักษา 1,700 คน (เป็นหญิงมีครรภ์ 499 คน) และมีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 5,000 คน

ต่อมามีผู้เสียชีวิตภายหลังเหตุการณ์ที่คาดว่าเกี่ยวเนื่องมาจากได้รับพิษภัยของสารเคมี 43 คน และมีผู้ป่วยเรื้อรังอีกนับร้อยคน ซึ่งผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเหล่านี้ล้วนไม่ได้รับการรับรองจากแพทย์ว่าเกี่ยวเนื่องจากสารเคมีที่ได้รับในวันเกิดเหตุ
    
มีทรัพย์สินของชุมชนเสียหายประมาณ 37 ล้านบาท และทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยเสียหายประมาณ 40 ล้านบาท 
    
โกดังเก็บสินค้าอันตราย 3 ใน 5 หลัง ถูกเผาจนหมดสิ้น

เหตุการณ์ : อุบัติภัยทางสารเคมีครั้งร้ายแรงที่สุดในประเทศไทย เกิดขึ้นในช่วงบ่ายโมงเศษของวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2534 เมื่อคลังเก็บสารเคมีหมายเลข 3 ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย เกิดไฟไหม้และระเบิดขึ้นที่ท่าเรือคลองเตย 
แม้จะมีการระดมรถดับเพลิงเข้ามาช่วยกันฉีดน้ำกว่า 100 คัน พร้อมพนักงานดับเพลิงกว่า 500 คน แต่การฉีดน้ำเพื่อดับไฟที่โหมลุกไหม้สารเคมีบางชนิด ยิ่งทำให้เกิดการระเบิดตามมามากขึ้น 

แรงระเบิดที่เกิดขึ้นทำให้บ้านเรือนในรัศมี 1 กิโลเมตร พังเสียหาย และลูกไฟยังกระเด็นไปตกบนหลังคาบ้านของชาวบ้าน จนทำให้เปลวไฟลุกลามไปทั่ว 
บ้านไม้ของชาวบ้านในชุมชนเกาะลาว 642 หลังคาเรือน กลายเป็นทะเลเพลิงในพริบตา

กว่าควันไฟที่เต็มไปด้วยสารพิษจะสงบลงได้ก็ใช้เวลาถึง 3 วัน แต่กลิ่นเหม็นของสารเคมียังคงอบอวนไปทั่ว และรุนแรงมากขึ้นในยามฝนตก

ผลจากความไม่รู้ และไม่มีแผนในการรับมือกับเหตุการณ์สารเคมีระเบิดร้ายแรงที่เกิดขึ้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 4 คน บาดเจ็บสาหัสกว่า 30 คน และมีผู้ป่วยจากการสัมผัสสารพิษ 1,700 ราย โดยเป็นหญิงมีครรภ์ 499 ราย มีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 5,000 คน

ทั้งยังทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยเรื้อรังตามมาอีกจำนวนมาก และกลายเป็นผู้ป่วยที่ไม่มีแพทย์ยืนยันถึงสาเหตุของการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น 
    
มีเพียงผลตรวจร่างกายของชาวบ้านจากหลายหน่วยงานที่บ่งชี้ตรงกันว่า มีสารเคมีหลายชนิดแทรกซึมเข้าไปสะสมในร่างกายของคนเหล่านั้น
    
ไม่เพียงแต่ชาวบ้านจะได้รับผลกระทบทางสุขภาพ ทั้งร่างกายและจิตใจตามมาอย่างต่อเนื่องเท่านั้น 
    
สารพิษจำนวนมากกระจายปะปนไปอยู่ในอากาศ แหล่งน้ำ และดิน ในบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ กลายเป็นกากสารพิษจำนวนมหาศาล 
    
กรมวิทยาศาสตร์ กองทัพบก คือหน่วยงานที่เข้าไปดับไฟที่ลุกไหม้สารเคมีในเวลาต่อมา โดยใช้ทรายหนา 1 เมตร เพื่อกลบควันไฟ และขนย้ายกากสารเคมีที่เหลือจากไฟไหม้ออกไปจากพื้นที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย โดยส่วนที่มีอันตรายมากนำไปเผาในเตาวิทยาศาสตร์ ส่วนที่ไม่เป็นอันตรายมากนำไปฝังไว้ในพื้นที่ทหาร จ.กาญจนบุรี
    
ด้านกองอนามัยสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร ตรวจพบเขม่า ซึ่งมีคาร์บอนแบล็ก (carbon black) ปะปนอยู่กับสารเคมีชนิดอื่น ถูกพัดพาไปตกอยู่ตามอาคารสถานที่ต่างๆ ตามแต่ทิศทางลม เป็นระยะทางไม่ต่ำกว่า 13.5 กิโลเมตร
    
ขณะที่ผลการเก็บตัวอย่างน้ำบริเวณชุมชนเกาะลาวใกล้กับจุดที่เกิดการระเบิด ของฝ่ายสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร ผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท Pec Tedri และสถาบันปาสเตอร์แห่งเมืองลีออง ประเทศฝรั่งเศส พบว่าน้ำมีพิษทำให้สัตว์ทดลองตายทั้งหมดภายใน 24-96 ชั่วโมง
    
ซึ่งสถาบันปาสเตอร์ให้ความเห็นว่าควรงดใช้น้ำแหล่งนี้ในการบริโภคอย่างเด็ดขาด และต้องดำเนินการกำจัดสารพิษในน้ำนั้นอย่างเร่งด่วน
    
แต่ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ เกิดขึ้น...
    
ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมี ดร.พิชัย โตวิวิชญ์ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า สิ่งแรกที่ควรทำในภาวะเช่นนี้คือ อพยพคนออกไปจากพื้นที่โดยเร่งด่วน ไม่ปิดบังข้อมูลข่าวสาร ควรมีนักเคมีเข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับข้อมูลของสารเคมี วิธีการเก็บที่ถูกต้อง และสถานที่เก็บที่ปลอดภัย 
    
ซึ่งทั้งหมดนั้น ไม่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ...
    
ส่วนแพทย์หญิงอรพรรณ์ เมธาดิลกกุล นายกสมาคมแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ซึ่งระบุว่าถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการระเบิดของสารเคมีในคลังเก็บที่รุนแรงมาก จึงจำเป็นต้องตั้งศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของผู้ประสบภัย โดยขึ้นทะเบียนผู้สัมผัสสารเคมีทั้งหมด แล้วติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง
    
แต่ก็ไม่มีการขานรับอย่างจริงจัง...
    
ไม่นานนัก ผลการสืบสวนสอบสวนร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจท่าเรือ ร่วมกับกองปราบปรามอาชญากรรม ประมาณ 50 นาย พบว่าโกดังเก็บสารเคมีอันตราย 3 ใน 5 หลังที่ถูกไฟไหม้ คือสถานที่เก็บสารเคมีหลายประเภท และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งเกิดขึ้นจากความร้อน ทำให้สารเคมีที่วางทับซ้อนกันอยู่ในโกดังเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นเอง 
    
เมื่อผลสรุปจากเจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาเช่นนี้ จึงทำให้ไม่มีจำเลยผู้กระทำความผิด และไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบที่แท้จริงได้
    
ขณะที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าของโกดังเก็บสารเคมี ก็ให้การช่วยเหลือเฉพาะหน้าด้วยการให้เงินสงเคราะห์ครอบครัวละ 1,000 บาท ค่าทำศพ 20,000 บาท และจัดสรรงบประมาณ 1,500 ล้านบาท สำหรับสร้างแฟลตใหม่ที่ซอยอ่อนนุช ซึ่งเป็นไปตามแผนเดิมของการท่าเรือฯ ที่ต้องการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอีกกว่า 200 ไร่ ไม่ใช่เงินชดเชยในฐานะผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์นี้แต่อย่างใด
    
ช่วงเวลานั้น สภาทนายความได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือในเรื่องการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย แต่สุดท้ายก็ไม่มีการฟ้องร้องเกิดขึ้น เนื่องจากการท่าเรือฯ ขอเจรจาและยินยอมจ่ายค่าชดเชยให้เฉพาะ 179 ครอบครัว ที่ออกมาต่อสู้เรียกร้อง โดยจ่ายให้ครอบครัวละ 10,000-12,000 บาท 
    
ขณะที่การฟ้องร้องดำเนินคดีของผู้ป่วยก็เกิดขึ้นตามมาในปี 2539 และปี 2542 โดยมีผู้ป่วยเพียง 2 รายเป็นโจทก์ และการท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นจำเลย ซึ่งการฟ้องร้องดำเนินไปท่ามกลางความล่าช้าและมีอุปสรรคมากมาย เพราะเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย ทนายความก็ไม่มีประสบการณ์ต่อคดีสิ่งแวดล้อม การพิสูจน์สาเหตุของโรคเป็นเรื่องยากลำบาก เพราะขาดแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง อีกทั้งผู้เสียหายก็เป็นคนยากจน
    
หลังจากเหตุการณ์โกดังเก็บสารเคมีระเบิดครั้งนั้น ยังมีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นตามมาอีกหลายครั้ง เพียงแต่ไม่รุนแรงเท่า ซึ่งล้วนทำให้ชาวชุมชนคลองเตยต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดผวา
    
และเมื่อการท่าเรือแห่งประเทศไทยวางแผนจะสร้างคลังสินค้าแห่งใหม่ขึ้นมาทดแทนสถานที่เดิมที่ถูกไฟไหม้ ชาวชุมชนคลองเตยจึงรวมตัวกันประท้วง และเรียกร้องให้ย้ายคลังเก็บสินค้าอันตรายออกจากพื้นที่คลองเตย แต่การท่าเรือแห่งประเทศไทยยืนยันว่าต้องเก็บสินค้าเหล่านี้ไว้ที่เดิม เพราะมีความจำเป็นต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในประเทศ
    
การย้ายคลังสินค้า จึงกลายเป็นเรื่องขัดแย้งที่ค้างคาระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทย และชาวชุมชนคลองเตยนับแต่นั้นเป็นต้นมา
    
อย่างไรก็ตาม โศกนาฏกรรมทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ที่เกิดขึ้นจากคลังเก็บสารเคมีระเบิดที่ท่าเรือคลองเตย ยังสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมและขาดประสิทธิภาพในการรับมือกับอุบัติภัยฉุกเฉินของหน่วยงานรัฐทุกระดับ การไม่ใช้กระบวนการยุติธรรมเข้ามาจัดการกับเจ้าของสารเคมี ที่ปิดบังข้อมูล ไม่ยอมบอกว่ามีสารเคมีใดบ้างในโกดัง ทำให้การรักษาผู้ป่วยทำได้ล่าช้า ซึ่งส่งผลโดยตรงกับการเจ็บป่วยเรื้อรังของชาวบ้าน

(ข้อมูล ณ พ.ศ. 2554)


เอกสาร: คลังสารเคมีระเบิดที่ท่าเรือคลองเตย ในหนังสือ “พ่ายพิษ บันทึก 9 กรณีวิกฤตยุคสังคมเสี่ยงภัย”
    : หนังสือพิษเพลิงเคมี บันทึก 10 ปี...โศกนาฏกรรมคลองเตย

    : บทเรียนที่ไร้ความหมาย โดย คุณสุกรานต์ โรจนไพรวงศ์

    : เปิดบันทึกหนึ่งทศวรรษสารเคมีระเบิดที่คลองเตย